วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

เรื่องน่ารู้ คู่ ตรุษจีน


“ซินเจียยู่อี่ ซินนี่ฮวดไช้ อั่งเปาตั่วตั่วไก๊” จู่ๆ เช้านี้ เมื่อเปิดคอมพิวเตอร์มา หันไปทางเว็บนั่น นี่ โน่น ก็พบกับคำอวยพรภาษาจีนที่เราได้ยินคุ้นหูกันมาเป็นเวลานานปรากฎอยู่ทั่วไป  PauLLiE เลยได้สดับว่า อ้อ!! เทศกาลปีใหม่ของชาวจีน หรือที่เราเรียกกันว่า “ตรุษจีน”  กำลังมาเยือนอีกหนแล้วสินะ ซึ่งปีนี้มาเร็วหน่อย โดยจะตรงกับวันจันทร์ ที่ 23 มกราคม 2555 ที่จะถึงนี้  คราวนี้หลากคำถามในความทรงจำที่อยากรู้มานานของวันตรุษจีนก็พรั่งพรูออกมา เหมือนท่อประปาแตก จำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหากูรูผู้มีความรู้มาตอบคำถามที่ค้างคาใจ ซึ่ง PauLLiE เชื่อว่า คนไทย แบบไทยแท้ (ที่ไม่ต้องกระแดะมีชื่อฝรั่งอย่าง PauLLiE ) น่าจะอยากรู้เหมือนกัน ถามเพื่อนหรือรุ่นพี่รุ่นน้องวัยใกล้เคียงกัน ก็ยากที่จะหาคนมาช่วยตอบได้  และสุดท้ายกูรูผู้โชคดีของเราก็หนีไม่พ้น กูรู GooGle ที่ถามอะไรตอบได้ มาช่วยไขความลับของเทศกาลนี้ มาดูกันค่ะว่า หลากคำถามของตรุษจีน ที่น่ารู้มีอะไรบ้าง



“ตรุษจีน” มีที่มาอย่างไร (ตำนานวันตรุษจีน) ?
อันว่าวันตรุษจีนนั้น ไม่ใช่เพียงแค่เป็นวันปีใหม่ของชาวจีนเท่านั้นนะคะ จริงๆแล้ว เค้ามีตำนานเล่าขานถึงที่มาของวันนี้กันค่ะ โดยเล่าสืบต่อกันมาว่า ในสมัยโบราณ มีสัตว์ป่าดุร้ายน่ากลัว ชื่อว่า “เหนียน” อาศัยอยู่ในป่าทึบ มันจะออกอาละวาดกัดกินและทำร้ายผู้คนอยู่เสมอ ทำให้พระเจ้าไม่พอใจและลงโทษด้วยการ อนุญาตให้ลงจากเขาได้เพียง 1 ครั้ง ในรอบ 365 วัน โดยจะอยู่ในช่วงปลายฤดูหนาว  ต้นฤดูใบไม้ผลิ (วันที่ 30 เดือน 12)  บรรดาผู้คนจึงต้องสะสมเสบียงในช่วงเวลาดังกล่าว และไม่ออกจากบ้าน พร้อมปิดประตูอย่างแน่นหนา เพื่อไม่ให้ “เหนียน”เข้ามาทำร้ายได้ และเมื่อถึงรุ่งเช้า วันแรม 1 ค่ำ เดือน 1 “เหนียน” กลับไป ผู้คนก็จะเปิดประตูออกมา แสดงความยินดี ที่ไม่ถูกทำร้าย

ต่อมา ผู้คนพบว่า “เหนียน” ที่น่ากลัว มีจุดอ่อน อยู่ 3 ประการคือ กลัวเสียงดัง ( เคยมาเจอเด็กเล่นหวดแส้ เสียงดัง แล้ววิ่งหนีไป) , กลัวสีแดง (เคยมาเจอชาวบ้านตากเสื้อผ้าสีแดงสด แล้วตกใจ วิ่งหนีไป) และ กลัวไฟ ( เคยมาเจอกองไฟกองใหญ่ แล้วตกใจวิ่งหนีไป ) จึงคิดหาวิธีกำหราบ “เหนียน” โดย เมื่อวันสุดท้ายปลายฤดูหนาว  ต้นฤดูใบไม้ผลิ (วันที่ 30 เดือน 12)  มาถึง ทุกๆบ้าน จะนำกระดาษสีแดงมาติดที่ประตูบ้าน แขวนโคมไฟสีแดง จุดไฟสว่างรอบบ้าน พร้อมจุดประทัดและตีฆ้องรัวกลองเสียงดัง อย่างต่อเนื่อง เมื่อ “เหนียน” มาเจอก็ตกใจ ไม่กล้าเข้ามาทำร้ายผู้คนอีก รุ่งเช้าผู้คนต่างพากันยินดี กล่าวคำอวยพรให้แก่กัน และรับประทานอาหารร่วมกันอย่างมีความสุข ต่อมาจึงได้นับเอาวันแรกของปี และเป็นวันเฉลิมฉลองที่มีแต่ความสุข นี้ว่า “วันตรุษจีน” ค่ะ ( เรื่องเล่าตำนานของเค้าน่ารักดีนะคะ)



ข้อห้าม ในช่วงวันตรุษจีน 
ช่วง วันตรุษจีนนี้ มีข้อห้ามหลายข้อที่ชาวจีนเชื่อว่า ต้อง งด ละเลิก ห้ามปฏิบัติโดยเด็ดขาด เพื่อให้ชีวิตนับแต่วันปีใหม่นี้ เจริญรุ่งเรือง มาดูกันค่ะว่า ความเชื่อเหล่านั้น มีอะไรบ้าง


1.ห้ามทำความสะอาดบ้าน เชื่อกันว่า การทำความสะอาดและทิ้งขยะในวันตรุษจีนนี้ จะเป็นการ กวาดเอา โชคลาภ เงินทอง สิ่งดีดี ออกไปจากบ้าน ทั้งนี้ บ้านส่วนใหญ่ จะทำความสะอาดชุดใหญ่ไปแล้วก่อนถึงวันตรุษจีน เพราะฉะนั้น จึงไม่ต้องห่วงเรื่องความสกปรกในบ้าน แต่หากบ้านใด มีขยะเยอะ ต้องทำความสะอาดจริงๆ ก็มีวิธีการ คือ ให้กวาดขยะไว้ที่มุมบ้านก่อน แล้วค่อยเก็บไปทิ้งในวันถัดไป


2.ห้ามสระผม หรือตัดผม การสระผม หรือ ตัดผมนั้น ในภาษาจีน ออกเสียงคล้ายกับคำว่า “มั่งคั่ง” ในวันตรุษจีนนี้ จึงไม่นิยมตัดผม หรือ สระผม เพราะเชื่อว่า จะตัดเอาความมั่งคั่ง ทิ้งไป

3.ห้ามพูดคำหยาบ และ ห้ามทะเลาะเบาะแว้งกัน ในวันตรุษจีนนี้ การพูดคำหยาบ การทะเลาะเบาะแว้ง รวมไปจนถึงการพูดเกี่ยวกับความตาย ถือว่าเป็นสิ่งไม่เหมาะสม ห้ามทำโดยเด็ดขาด เพราะถือว่าจะนำความโชคร้ายมาให้ตลอดปี ทั้งนี้ การพูดอะไรก็ตามเกี่ยวกับเลข 4 ก็ไม่สมควรเช่นเดียวกัน เพราะเลข 4 ออกเสียงคล้ายกับคำว่า “ซี้” ซึ่งหมายถึงความตาย ค่ะ

4.ห้ามกินโจ๊ก และ เนื้อสัตว์ เชื่อกันว่า ในอดีตอาหารของคนจนคือ โจ๊ก เพราะฉะนั้น ในวันตรุษจีน ชาวจีนจะไม่ทานโจ๊กโดยเด็ดขาด เพราะจะเป็นการขัดขวางโชคลาภ ทำให้ตนเองไม่ร่ำรวย ทำตัวเหมือนคนจน ทั้งนี้ สำหรับเนื้อสัตว์ที่ห้ามทานในวันตรุษจีนนั้น เชื่อ กันว่า เทพเจ้า ที่ลงมาในวันตรุษจีนนั้นเป็นมังสวิรัติ เพราะฉะนั้น เราๆจึงไม่ควรทานเนื้อสัตว์ด้วย

5.ห้ามซักผ้า  สำหรับความเชื่อนี้มีที่มาจาก  การที่ชาวจีนเชื่อว่า “เทพเจ้าแห่งน้ำ” เกิดในวันตรุษจีน หากมีการซักผ้า นำน้ำมาทำให้สกปรก จะเป็นการลบหลู่เทพเจ้า  จึงห้ามซักผ้าในวันนี้เด็ดขาด

6.ห้ามใส่ชุดขาว – ดำ ในวันนี้ชาวจีนส่วนใหญ่จะนิยมใส่เสื้อผ้าสีแดง ซึ่งเป็นสีที่เชื่อว่าจะนำความโชคดีมาให้ ส่วนสีขาว และ สีดำนั้น ห้ามใส่โดยเด็ดขาด เพราะ ถือว่า เป็นสีแห่งความตาย ใครใส่ ก็จะถือเป็นลางร้าย จะพบเจอแต่สิ่งไม่ดี เป็นอัปมงคล

7.ห้ามให้ผู้อื่นยืมเงิน การให้ยืมเงินในวันนี้ ขาวจีนเชื่อว่าจะทำให้ทั้งปี มีคนเข้ามายืมเงินตลอด การยืมนี้ หมายรวมถึงการยืม ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆด้วย และ หากใครมีหนี้สินอะไร ก็ต้องชำระคืนให้แล้วเสร็จก่อนวันตรุษจีน เพื่อที่จะได้ไม่มีหนี้สินตลอดปี

8.ห้ามทำของแตก การทำของแตกในวันตรุษจีนนั้น ชาวจีนเชื่อว่าจะนำพาความโชคร้ายมาให้ ครอบครัวจะแตกแยก หรือ มีคนในครอบครัวเสียชีวิต ในวันนี้ ชาวจีนจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่หากมีการทำของแตกจริง ก็มีวิธีการแก้เคล็ดคือ ให้พูดว่า “luo di ka hua” ซึ่งแปลว่า “ดอกไม้จะเบ่งบานเมื่อตกสู่พื้น”

9.ห้ามซื้อรองเท้าใหม่ คำว่ารองเท้า ในภาษาจีน ออกเสียงว่า Hai ซึ่งมีสำเนียงคล้ายการถอนหายใจ ชาวจีนเชื่อว่าเป็นสัญญาณการเริ่มต้นปีที่ไม่ดี จึงไม่นิยมการซื้อรองเท้าใหม่ในตลอดเดือนแรกของปีค่ะ

พิธีการไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภ (เทพไฉ่ ซิ่งเอี๊ย) ในวันตรุษจีน... ยังมีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับตรุษจีนอีกมากมาย อ่านต่อคลิกhttp://www.painaidii.com/diary/diary-detail/000076/lang/th/



ที่มา : http://board.postjung.com/596724.html 

"เปรม"เคยถาม"แม้ว-อ้อ" ตรงๆ"บอกให้ชัดผู้มีบารมีคือใคร ..ยันไม่ใช่ศัตรู ปฏิวัติ เขามีเหตุผลพอสมควร"



"ป๋าเปรม"เปิดใจ "ผมไม่ได้เป็นศัตรูกับทักษิณ" เผยเคยถามตรงๆ ว่า "ผู้มีบารมีนอกรธน." คือตนใช่หรือไม่ แต่ทั้ง 2 ผัวเมียไม่ตอบ ยันไม่ได้อยู่เบื้องหลังปฏิวัติ แต่ที่ไปเข้าเฝ้าวันที่ 19 ก.ย.เพื่อถวายการรับใช้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ได้เผยแพร่ถ้อยคำของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ที่กล่าวแก่นักเรียนเก่าและศิษย์เก่ามหาวชิราวุธ จ.สงขลา ระหว่างมาให้กำลังใจ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา มีทั้งแบบคลิปเสียง และถอดความ สาระสำคัญปฏิเสธข้อกล่าวหาอยู่เบื้องหลังการโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ความว่า ...

"ขอพูดบางกอกน่ะ ใจคอไม่อยากจะพูดเท่าไหร่ คุณ ทักษิณ ท่านกล่าวหา 3 อย่าง ข้อ 1 เขาเปิดเผยว่า ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ คือเรา คือคนเขารู้หมดแล้ว ตั้งแต่คุณทักษิณพูดตั้งแต่วันนั้นแล้ว คุณทักษิณว่า แต่เราพยายามถามเขาตอนนั้น ว่าหมายถึงเราใช่ไหม เขาก็ไม่ตอบ แล้วเราก็ถามอีกว่า ถ้าไม่ใช่เรา ก็ขอให้บอกมาว่าใคร ให้รู้กันชัดๆ ไม่ได้ถามแต่คุณทักษิณ ให้คนถามคุณหญิงอ้อ (คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ) ว่า งั้นให้ช่วยพูดหน่อยได้ไหมว่า ที่คุณทักษิณพูดว่า ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ใช่ผม



(อ่านต่อ)

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1238508625&grpid=10&catid=01

 

โธ่....ไอ้ตุ๊ดเฒ่า กาลีบ้านกาลีเมือง มึงเดินสายประกาศ จ๊อกกี้ขี่ม้าแล้วก็ไป
มึงนั่งวางแผนอยู่หัวโต๊ะ โดยมีไอ้ยุทธ ยายเที่ยง พร้อมขุนทหารที่มึงบอกว่าให้ค่า ปว.ด้วยตังค์มหาศาล
เสียงไอ้ยุทธวางแผน ยังมีเล็ดลอดออกสื่่อมา ไหนละผู้มีคุณธรรม ตอนนี้มึงยังตอแหลอยู่เลย

บ้านไร้กังวลของมึงน่ะ น่าจะนำมาทำสถานที่่ปฎิบัติธรรมมากกว่า บ้านพักส่วนตัวของมึง
ไอ้แก่ชาติชั่ว วันนี้แล้วยังไม่มีสำนึก ของความเป็นคนเลย ไอ้ตุ๊ดชั่ว




อ่านต่อที่: http://turnleftthai.blogspot.com/2012/01/blog-post_06.html

มีรัฐประหารแน่........???


วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

กาแฟกับสุขภาพ


หลังจากตื่นนอนตอนเช้าได้กาแฟหอมๆสักแก้วจะรู้สึกกระชุ่มกระชายตลอดทั้งเช้า บางท่านรับกาแฟและขนมบางอย่างเป็นอาหารเช้า หลังจากทำงานก็ยังมี coffee break บางท่านยังดื่มหลังอาหารเที่ยงและตอนสายๆ ยิ่งต้องเข้าประชุมกาแฟหอมๆสักแก้วจะทำให้สดชื่นหายง่วง ปัจจุบันการดื่มกาแฟเป็นที่นิยมการอย่างแพร่หลายตามปั้มน้ำมัน ตามห้างสรรพสินค้ามีการขายอย่างมากมาย จะเห็นได้ว่ากาแฟเป็นส่วนหนึ่งหรือบางคนอาจจะเป็นส่วนสองส่วนสามของชีวิตประจำวัน แต่จะมีใครกังวลหรือไม่ว่าที่เราดื่มทุกวันวันละหลายแก้วแล้วมันมีโทษ หรือคุณประโยชน์อะไรบ้าง หากคุณเป็นคอกาแฟคุณควรจะอ่านบทความนี้

ส่วนประกอบที่สำคัญของกาแฟ

ส่วนประกอบที่สำคัญของกาแฟคือ caffeine หรือมีชื่อทางเคมีว่า 1,3,7-trimethylxanthine ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของยาขยายหลอดลม theophylline

caffeine สามารถพบได้ในหลายชนิดได้แก่ เมล็ดคา เมล็ดกาแฟ ใบชา โคลา caffeineถูกผสมลงในน้ำอัดลม ยาแก้หวัดบางชนิด ยาแก้ปวด ยาลดน้ำหนัก

กาแฟจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วหลังจากที่เราดื่มกาแฟและจะถูกขับออกไปครึ่งหนึ่งในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมงกาแฟจะไม่สะสมในร่างกายโดยจะถูกทำลายและขับออกหมด ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีการขับถ่ายกาแฟมากกว่าผู้ที่ไม่สูบ ดังนั้นคนที่สูบบุหรี่หากต้องการการกระตุ้นของกาแฟจะต้องดื่มกาแฟบ่อยกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ คนท้องและผู้ที่กินยาคุมกำเนิดจะมีการขับกาแฟน้อยกว่าคนทั่วไป กาแฟจะออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นสมองทำให้รู้สึกสดชื่นและมีสมาธิ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ากาแฟจะทำให้มีการหลั่งสาร cortisone และ adrenaline ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย

ปริมาณcaffeine ที่มีในเครื่องดื่มแต่ละชนิดขึ้นกับความเข้มข้น ตารางข้างล่างเป็นตัวอย่างปริมาณกาแฟ

บันได 5 ขั้น สู่ชีวิตใหม่ ที่มีค่าและเป็นสุข


บันไดขั้นที่ 1 มองตัวเองว่าดีและมีค่าทุกวัน
ในแต่ละวันให้นึกถึงความดี และความโชคดีของตนเอง เริ่มต้นด้วยการตื่นนอนตอนเช้า ให้ยิ้มกับตัวเอง และนึกว่าโชคดีที่ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว ให้นึกถึงความดีของตนเอง ที่เคยทำมาแล้วในอดีต (ที่สามารถนึกได้ง่ายๆ) เช่น เคยทำบุญ เคยช่วยคนที่อ่อนแอกว่า เคยสงเคราะห์สัตว์ ฯลฯ คิดว่าตัวเองดี และมีคุณค่าที่ได้เคยทำสิ่งดีๆ และให้นึกซ้ำๆ จะได้เกิดความเชื่อตามที่นึกนั้น คุณก็จะเกิดความอิ่มเอิบใจ และเชื่อว่าตัวเองมีความดี ความเก่ง ตามความเป็นจริงในขณะนั้นด้วย คุณจะเกิดความอยากมีชีวิตอยู่ และสร้างสิ่งที่ดีๆ ให้กับชีวิตต่อไป และต้องอวยพรตัวเองเสมอๆ อย่าแช่ง หรือตำหนิตัวเอง และอย่ารอให้คนอื่นมาชื่นชมคุณ ซึ่งมักจะไม่ได้ดั่งใจ หรือได้มาก็ไม่สมใจ

บันไดขั้นที่ 2 มองคนอื่นดี มองโลกในแง่ดี
ขั้นนี้คุณจะต้องมองว่า ทุกๆ คน มีขีดจำกัดของความสามารถ ความดี ความเก่งกันทุกคน ตามความเป็นจริงของเขา ซึ่งไม่เท่ากัน และไม่เหมือนกันเลย ส่วนความไม่ดี หรือไม่เก่งของเขา (ซึ่งมีกันทุกคน) ปล่อยให้เป็นเรื่องของเขาไป ให้มองเฉพาะส่วนที่ดีของเขาเท่านั้น ถ้าคุณทำได้เช่นนี้ คุณก็จะเป็นคนที่มองอนาคน และชีวิตดี มีความหวังที่ดีในชีวิตตลอดเวลา สองสิ่งนี้ ถ้าคุณทำเป็นนิสัย คุณจะพบว่า โลกนี้มีสิ่งที่ดีๆ และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆ และท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นสุขนิยมทั้งชีวิต

บันไดขั้นที่ 3 ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
คือการอยู่กับปัจจุบัน ทำกิจกรรมในวันนี้และเวลานี้ให้ดีที่สุด ทำได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ไม่ทุกข์ร้อน หรือคาดหวังกับผลลัพธ์ของมัน ไม่ว่าจะสมใจ หรือไม่สมใจก็ตาม จงชื่นชมในความตั้งใจ ทำเต็มความสามารถของตนเอง และคิดต่อว่า ในอนาคตจะต้องทำให้ดีกว่านี้ นอกจากนั้น คุณต้องเลิกจดจำ หรือนึกถึงเรื่องที่ไม่ดีที่เกิดกับคุณในอดีต เพราะการจดจำเรื่องราวที่ไม่ดีในอดีต เท่ากับคุณไปสะกิดแผลในใจ และจะทำให้คุณเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น จนส่งผลให้ปัจจุบันคุณไม่มีความสุข และกลัวว่าอนาคตจะเกิดสิ่งที่ไม่ดีซ้ำๆ อีก

บันไดขั้นที่ 4 มีความหวังและเชื่อว่าอนาคตจะดีเสมอ
ความหวัง ความเชื่อ เกิดจากความคิดถึงบ่อยๆ หรือได้ยินบ่อยๆ จงนึกและบอกกับตัวเองเสมอว่า อนาคตจะดีขึ้นอีกเรื่อยๆ จะส่งผลให้เกิดกำลังใจมากขึ้น อยากพบเห็นสิ่งต่างๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตโดยไม่กลัว มีอารมณ์ขัน และไม่จริงจังกับชีวิตมากนัก แต่จะมีความหวังที่ดีๆ (Good Hope) อยู่เสมอ แต่อย่ามีความคาดหวัง (Expectation) กับชีวิต เพราะถ้าคาดหวังกับชีวิต เรามักจะกลัว หรือกังวลว่าจะไม่ได้ผลลัพธ์ดังความคาดหวัง หรือเมื่อได้มาแล้วก็มักไม่พอใจ จึงอาจทำให้เกิดทุกข์ได้


บันได้ขั้นที่ 5 ปรับปรุงตัวเองเสมอ

โดยปรับปรุง 4 ส่วนที่มีความสำคัญต่อชีวิต คือ

 
1.การงาน ให้มีความขยัน อดทน หมั่นหาความรู้ใส่ตัว และกล้าลงมือปฏิบัติในสิ่งที่ควรทำ จะทำให้มีการลงมือทำสิ่งใหม่ๆ ในชีวิตได้เรื่อยๆ และปรากฏเป็นผลงานที่ชัดเจน
 
2.ครอบครัว จะต้องยึดหลักที่เป็นมงคลต่อกันคือ ไม่อิจฉา ไม่ระแวง ไม่แข่งขัน ไม่นอกใจ รู้จักการให้และการอภัย มีน้ำใจ และรู้จักเกรงใจกัน
 
3.สังคม หมั่นสร้างมิตรเสมอ มีการให้ความสำคัญกัน ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และพูดจากันแบบปิยะวาจา
 
4.ตนเอง ต้องมีการพัฒนาตนเองเสมอ มีความภูมิใจตนเองตามความเป็นจริง สามารถให้กำลังใจตัวเองได้ และมีกำลังใจที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีขึ้น

  แหล่งข้อมูล : www.ku.ac.th/e-magazine - นิตยสารเกษตรศาสตร์ ฉบับที่ 68 กุมภาพันธ์ 2549
 

เต้นเพื่อ สุขภาพ