วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

ผิวสวยด้วยผลไม้

1 ส้ม
ส้มซึ่งมีหลายชนิดและเลือกรับประทานได้ ผลที่มีรสเปรี้ยวหรือหวาน มักจะมีแคลเซียม โปแทสเซียม ไวตามินเอ และไวตามินซี มากเป็นพิเศษซึ่งทำให้ส้มนั้น อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสดูอ่อนไวตลอดเวลา
2 มะนาว
นับเป็นผลไม้ที่มีคุณค่า นิยมใช้เป็นเครื่องปรุงรส นอกจากนี้ยังถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการและทางการแพทย์ด้วย ซึ่งมะนาวนั้นอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิว และยังช่วยทำความสะอาดตับซึ่งทำหน้าที่กำจัดของเสียออกจากร่างกายได้อีกด้วย
3 ฝรั่ง
ฝรั่ง 1 ขีดมีวิตามินซีสูงถึง180 มิลลิกรัม วิตามินซีมีบทบาทในการสร้างคอลลาเจนที่ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าของคุณเต่งตึงไม่แก่ก่อนวัยซึ่งคอยบำรุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหรือคอลลาเจนตัวเดียวกับที่ทำให้หน้าสาวๆอย่างเราเต่งตึงนี่แหละค่ะ นอกจากนี้น้ำต้มผลฝรั่งตากแห้ง มีฤทธิ์แก้คออักเสบ เสียงแห้งด้วยค่ะ

โรคของคนเก่ง คือ....ฟุ้งซ่าน


โลกและชีวิต มีคนเก่ง ๆ มาปรึกษาด้วยอาการฟุ้งซ่านมากขึ้นส่วนมากจะเรียนเก่งหรือทำงานเก่ง หน้าที่การงานดี
มีอนาคตแต่ในชีวิตส่วนตัวไม่ค่อยมีความสุขเลยเริ่มตั้งแต่นอนไม่หลับติดต่อกัน กังวล คิดมาก คิดซ้ำซากกลัวว่าจะอ่อนเพลีย ก็เลยรู้สึกอ่อนเพลียจริง ๆ ทุกครั้งอารมณ์เสีย หงุดหงิดง่าย พวกนี้มีความคิดที่มากเกินปกติ คิดตลอดเวลา ขยันหาข้อมูลความคิดมาใส่สมองทั้งจากอินเตอร์เน็ต สิ่งพิมพ์ การสัมมนา ทีวี การสนทนา ฯลฯ สมองจึงเต็มไปด้วยข้อมูลที่มากจนล้นสมองออกมาบางคนรู้ว่าควรจะลบ (delete) ข้อมูลออกจากสมองบ้าง แต่ก็ไม่รู้จะลบอย่างไร

แถม...กลับไปได้ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมมาเพิ่มเติมใส่สมองเข้าไปอีก นี่คือวงจรชีวิตของคนที่เรียนเก่งหรือทำงานเก่ง ที่มักคิดฟุ้งซ่านที่พบได้มากขึ้นในทุกวันนี้ พวกนี้มักมีสมองซีกซ้ายทำงานดี ชอบคิดในแนวหาเหตุผล วิเคราะห์ วิจารณ์ได้เก่ง และพวกนี้มักใช้สมองซีกขวาเพื่อความสุนทรีย์ การจินตนาการที่ดี ความรัก มิตรภาพ ศิลปะ ความงามได้น้อย

ข้อแนะนำง่าย ๆ สำหรับพวกฟุ้งซ่าน ก็คือ
1. หาเวลาฝึกสติ ทำสมาธิทุกวัน จะเป็นการกรองความคิดที่ไม่เหมาะสมออกไปและลดการปรุงแต่งอารมณ์ อยู่กับปัจจุบัน ทำให้คิดฟุ้งซ่านน้อยลง
2. ออกกำลังกายแบบไม่คาดหวังผลให้มากขึ้นทุกวัน ๆ ละ 45 นาที เช่น การวิ่ง แต่เลี่ยงการออกกำลังกายก่อนนอน
3. ฝึกการนอนอย่างมีสติและมีความสุข หลีกเลี่ยงการทำให้สมองและร่างกายตื่นตัวก่อนนอน เช่น ออกกำลังกาย อ่านหนังสือสนุก ดูหนังเร้าใจก่อนนอน ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ไม่คิดเรื่องงาน

- รู้จักการนอนอย่างปล่อยวาง คือทำจิตให้ว่างก่อนนอนโดยการหายใจลึก ๆ ช้า ๆ จดจ่ออยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออกรูจมูก และตั้งจิตบอกกับตัวเองว่าจะนอน – หลับ – พัก – ผ่อนเสียที
- เมื่อนอนหลับได้แค่ไหนก็แค่นั้น อย่ากังวล ถ้าหลับลึก ๆ 4 – 5 ชั่วโมงพอแล้ว ตื่นขึ้นมาให้ทำท่ากระฉับกระเฉง บอกกับตัวเองว่าโชคดีที่ตื่นขึ้นมาได้ วันนี้คงพบสิ่งอื่น ๆที่น่าสนใจมากขึ้นบ้าง
4. ลดกิจกรรม “วิเคราะห์” ลงบ้าง ปล่อยกาย – ใจ – และความรู้สึก ให้สบายมากขึ้น บอกตัวเองว่าต้องการความสุข รู้จักการพอ ยอม และไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น

ถ้าวิเคราะห์มากมักจะจับผิดเก่ง ทั้งตัวเองและสิ่งรอบตัว
คนเก่ง ๆ ที่ฟุ้งซ่านมีมากขึ้น ที่มาปรึกษาก็มาก หลาย ๆ คนดีขึ้น บางคนต้องใช้ยาช่วยหรือใช้จิตบำบัด

จงเก็บพลังความคิดที่ดี ๆ ไว้ใช้อย่างสร้างสรรค์เถิด
ถ้ามีความคิดมากไปตลอดเวลาเข้าข่ายฟุ้งซ่าน จะเป็นอุปสรรคในการทำงาน และจะเป็นโรคจิต โรคประสาทได้

เคล็ดลับน่ารู้ วิธีทำให้สดชื่นหลังตื่นนอน


หลังจากที่ตื่นนอน บางครั้งอาจจะเกิดอาการอ่อนเพลีย วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีทำให้สดชื่นหลังตื่นนอนมากฝากกัน…

- เริ่มต้นด้วยการเดินไปหยิบน้ำมาดื่มสักแก้วใหญ่ ให้ชื่นใจ การดื่มน้ำนั้นเป็นการเติมน้ำให้กับร่างกาย หลังจากร่างกายของเราพักผ่อนมาทั้งคืน ซึ่งเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้สมองปลอดโปร่งมากขึ้น
- ใช้เวลาสัก 5-10 นาที ออกกำลังกายยืดเส้นกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกาย วิธีการนี้จะเหมือนกับการบิดขี้เกียจตอนเช้า เน้นการยืดในส่วนที่ต้องใช้บ่อย ๆ ในการทำงาน เช่น ถ้าต้องใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการทำงานทั้งวันนั้น เป็นไปได้ว่าต้องเน้นการออกกำลังที่ส่วน กล้ามเนื้อบริเวณคอ หัวไหล่ แขน และฝ่ามือ
- การรับประทานธัญพืช และอาหารที่มีโปรตีนบ้างในมื้อเช้า ลดอาหารจำพวกแป้ง การรับประทานอาหารในช่วงเช้านั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นการเตรียมพร้อมให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดวัน
- การเปลี่ยนเครื่องดื่ม เลิกดื่มกาแฟแล้วหันมาดื่มชาขิง เพื่อช่วยการไหลเวียนของเลือด ทำให้ร่างกายอบอุ่น อีกทั้งช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.
ที่มา : จากเว็บ thai-forum

เคล็ดลับเลือกผู้ชายให้เวิร์ก

เลือกผู้ชนะไม่ใช่ผู้แพ้
หัดมองผู้ชายที่มีลักษณะของผู้ชนะ นั่นคือคนที่สามารถให้ความสุขและทำให้เราเจ็บปวดน้อยที่สุด อย่าไปเสียเวลากับผู้ชายที่เป็นผู้แพ้ตลอดกาล ไม่ว่าจะทำอะไรก็ล้มเหลวไปซะหมด แค่ครั้งสองครั้งก็ยังพออ้างได้ว่า โชคไม่ค่อยดี แต่ถ้าโชคไม่ดีสักสิบครั้งนี่เริ่มส่งกลิ่นทะแม่ง ๆ แล้ว ดังนั้นอย่าไปมัวงมโข่งเสียเวลากับผู้ชายที่เป็นผู้แพ้ตลอดกาลเลยค่ะ

สำรวจความเร้าใจ
มีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า ความรักไม่อาจงอกงามได้หากปราศจากความใคร่ ลองสังเกตดูสิว่า ผู้ชายคนนี้เร้าอารมณ์สามารถทำให้เรารู้สึกฮ๊อตได้ไหม ถ้าจืดชืดจนกระตุ้นไม่ขึ้นเลยละก็ขืนลองคบต่อไปความสัมพันธ์ที่มีก็จะไร้ซึ่งความโรแมนติคอย่างแน่นอน ถ้าอย่างนั้นคบเป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้องยังมันส์กว่า ต่อให้ผู้ชายคนนั้นรวยล้นฟ้าก็เถอะ เรื่องของอารมณ์ฮ๊อตนั้นเป็นเรื่องของความคลิกกันตามธรรมชาติ…เงินซื้อไม่ได้แน่นอน
มองภาพรวมอย่าปิ๊งแค่ บางอย่าง
เสน่ห์ของผู้ชายประเภทที่ดึงดูดผู้หญิงได้ชะงัดคือ ท่าทางที่บึกบึนเข้มแข็งแมนสุด ๆ บวกกับอุปนิสัยแบบเด็กผู้ชาย ส่วนผสมแบบนี้ละที่สยบผู้หญิงมานักต่อนัก แต่ของแบบนี้เป็นแค่สิ่งฉาบหน้าเท่านั้น บุคลิก ที่อยู่ภายใต้เสน่ห์ต่างหากที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของแต่ละคน ถ้าอยากได้ความรักที่เสมอต้นเสมอปลาย มั่นคง และเติมเต็ม บุคลิกนี่ละคือตัวบ่งชี้ได้ดี
มองหาผู้ชายหัวใจอบอุ่น
ไม่รู้เป็นอย่างไร คนที่เฉยเมยเย็นชามักดึงดูดเราให้เข้าหา หรือเป็นเพราะสัญชาตญาณที่ชอบความท้าทายซึ่งเป็นอุปนิสัยของมนุษย์ประเภทหนึ่ง ดังนั้นเวลาในชีวิตจึงต้องเสียไปกับคนประเภทนี้โดยเปล่าประโยชน์ แถมยังได้ความเจ็บช้ำกลับมาเป็นที่ระลึกอีกด้วย ถ้าอยากได้ความรักความสัมพันธ์ที่อบอุ่น ห่วงใย อ่อนโยนและเห็นอกเห็นใจกัน จึงต้องมองหาผู้ชายที่มีคุณสมบัติแบบนี้ในตัวอยู่แล้ว เพราะการคิดเปลี่ยนแปลงผู้ชายนั้นเป็นเรื่องยากและเสียเวลาโดยใช่เหตุ ผู้ชายให้เราได้เฉพาะสิ่งที่มีอยู่ในตัวเท่านั้น อย่าไปหวังอะไรมาก
มองคนที่มีชีวิตคล้ายคลึงกัน
วู้ย…ผู้ชายคนนี้ช่างหล่อเร้าใจ ล่ำบึก ซิกแพ็คส์ มองมุมไหนก็ชวนให้เร้าใจฮ๊อตสุด ๆ เรียกว่าดึงดูดใจเกินบรรยาย แต่เขาก็อาจจะไม่ใช่ คนที่ใช่ สำหรับเรา ถ้าเราและเขาไม่มีอะไรที่คล้ายกันเลย ไม่ว่าความสนใจ ความชื่นชอบหรือการใช้ชีวิต ถ้ายังฝืนคบกันไปความแตกต่างก็จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง นานวันเข้าก็ยิ่งสะสมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมยังขยายวงกว้างจากเรื่องเล็กพาลกลายเป็นเรื่องใหญ่ ในช่วงแรกของความสัมพันธ์นั้นความแตกต่างอาจเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่พอปล่อยไปเรื่อย ๆ ก็จะคอยขัดขวางความสัมพันธ์อยู่เป็นระยะ ถ้าหากมีความชอบและการชีวิตที่คล้ายกัน จะทำให้ความรักความผูกพันนั้นมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ความแตกต่างกันมันอาจจะเร้าใจในช่วงแรก แต่ไม่ใช่เนื้อแท้ของความรัก
มองคนที่มีบุคลิกดี ไม่ขัดแย้ง
ทุกคนย่อมชื่นชอบคนที่มีบุคลิกดี บุคลิกบางอย่างของเขาอาจเข้ากันได้ดีกับบุคลิกบางอย่างของคุณมากกว่าคนอื่น ๆ คนที่มีบุคลิกขัดแย้งคือมักมีด้านลบในตัวสูง เช่น ความผิดหวังเจ็บปวด ดีไม่ดีอาจเป็นคนแปรปรวนอีกด้วย ถ้าเราอยากมีความสุขที่มั่นคงสม่ำเสมอและยาวนานละก็ ควรเลือกผู้ชายที่เข้ากับเราได้มากกว่าผู้ชายที่ขัดแย้งกับเรา
สรุปว่าการเลือกผู้ชายว่าต้องการแบบไหนนั้น ก็คือการเรียนรู้ความต้องการของตัวเองว่าอยากได้แบบไหนไม่อยากได้แบบไหน รู้ใจตัวเองให้ถ่องแท้เสียก่อน จะได้นำมาเป็นแนวทางในการพิจารณาผู้ชายให้เหมาะสม.

10 อันดับ ข้อห้ามอย่าทำในเกาหลี



อันดับที่ 10 อย่าหวังพบคนถูกใจ

     ไอ้ที่คุณวาดฝันมาจากหนังรัก เกาหลีทั้งหลายและหวังจะมาพบเจอหนุ่ม ตี๋หล่อผู้สุภาพหรือสาวน่ารักจิ้มลิ้มในแดนกิมจิ คุณควรยุติมันไว้แค่นั้น เพราะหนุ่มสาวส่วนใหญ่ในเกาหลีนั้นหน้าตาธรรมดามากๆ(ค่อนข้างไปทางแย่) ไม่ว่าจะไปเดินในแหล่งที่อุดมวัยรุ่นแค่ไหนก็ยังหาที่โดนใจได้ยาก เพราะที่เราเห็นสวยหล่อในหนังละครนั้นเป็นประชาชนส่วนน้อยครับ (หนุ่มสาวชาวไทยเจ๋งกว่าเยอะ)


อันดับ ที่ 9 อย่าหวังพึ่ง ฟุด ฟิต ฟอ ไฟ

     แม้คุณจะได้ความมั่นใจในการฟุด ฟิต ฟอ ไฟ จากครูเคทมาแล้วหลายครั้ง แต่การพูดภาษาอังกฤษในเกาหลีต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน เพราะคนที่นี่นอกจากจะไม่พูดอังกฤษแล้ว เขาก็ไม่มองว่าคนพูดอังกฤษได้จะดูเป็นคนเก่งหรือน่าชื่นชมแต่อย่างใด จึงเห็นได้ชัดเจนว่าในเกาหลีมีชาวฝรั่งมาท่องเที่ยวกันน้อยเหลือเกิน

อันดับ ที่ 8 อย่าซื้อของปลอม!

     ไม่ใช่จะมาโปรโมตเรื่อง ลิขสิทธิ์ทางปัญญา แต่จะบอกว่าคุณภาพของก๊อปปี้ในเกาหลีก็ไม่ต่างจากสินค้าย่านประตูน้ำสักเท่า ไหร่ ดังนั้น หากคุณจะซื้อของปลอมจากที่นั่น และมาย้อมแมวหลอกเพื่อนว่าเป็นสินค้าจากเกาหลีคุณก็อาจจะเสียเพื่อนเอาง่ายๆ

อันดับ ที่ 7 อย่ามักง่าย(ในร้านฟาสต์ฟูด)

     แม้กาแฟเย็นจะไม่เอาอ่าว แต่เรื่องความเป็นระเบียบวินัย และสปิริตการรักษาความสะอาดในร้านฟาสต์ฟูด คงต้องยกให้คนเกาหลี คุณคิดดูสิ นอกจากจะรณรงค์ให้คนเก็บภาชนะ เทขยะลงถังแล้ว ยังละเอียดถึงขั้นให้แยกประเภทภาชนะอีกด้วย และคนเกาหลีทั้งวัยรุ่นขาโจ๋หรือคนแก่แค่ไหน ต่างก็พร้อมใจกันทำเหมืนเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ดังนั้นคุณอย่าเผลอทำตัวเหมือนในบ้านเราเด็ดขาด!

อันดับ ที่ 6 อย่าสั่งกาแฟเย็น(ในร้านฟาสต์ฟูด)

     ไม่เชื่ออย่าลบลู่ ถ้าคุณไม่อยากเสียเงินซื้อน้ำล้างจานฟรีๆไม่ได้พูดโอเว่อร์ เพราะกาแฟเย็นในร้านฟาสต์ฟูดของเกาหลีรสชาติแย่จริงๆ สันนิษฐานได้ว่าที่เกาหลีมีร้านกาแฟอยู่มากมาย และผู้คนก็ชอบที่จะดื่มกาแฟตามร้านเหล่านั้นมากกว่าดังนั้น เครื่องดื่มชนิดนี้ในร้านฟาสต์ฟูดจึงไม่ได้รับการปรับคุณภาพตามมาตรฐาน ISO แต่อย่างใด

อันดับ ที่ 5 ระวังถูกชน!

     ไม่ได้หมายถึงถูกรถชนนะครับ คนเกาหลีนี่แหละที่จะชนคุณจนหงายเก๋งได้ แถมยังไม่มีแม้แต่คำขอโทษ เพราะคนที่นี่ทั้งชายและหญิงต่างเดินกันเลนไหนเลนนั้น ใครขวางข้าชน ซึ่งถ้าคุณต้องสัญจรบนทางเท้าอันพลุกพล่านในเกาหลี และแน่ใจว่าไปไม่รอด ขอแนะนำให้สวมฟองน้ำไว้ที่หัวไหล่ตั้งแต่ลงจากเครื่อง บิน!

อันดับ ที่ 4 อย่าทำอะไรกวนใจโชเฟอร์

     คนเกาหลีดุมาก อันนี้เรื่องจริง แม้โชเฟอร์แท็กซี่ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น หากคุณนั่งอยู่บนรถของเขาและเกิดนึกจะหยิบจับปรับช่องแอร์อะไรก็ตาม โชเฟอร์จะตวาดคุณทันทีด้วยน้ำเสียงเหมือนคุณจะเบี้ยวค่าโดยสาร และหากโชคไม่ดีคุณจะโดนตีมือดังเพี๊ยะ! ให้งงเล่น

อันดับ ที่ 3 อย่าโบกแท็กซี่คันสีดำ

     คุณอย่าใช้ความเคยชินในเมืองไทย ที่ว่าจะต้องขึ้นแท็กซี่รุ่นใหม่ เท่านั้นเพราะถ้าคุณ เผลอไปใช้บริการแท็กซี่สีดำที่มักจะลวงตาคุณด้วยยี่ห้อเบนซ์หรือ บีเอ็มดับเบิ้ลยู คุณอาจจะหมดตัวเอาง่ายๆเพราะรถประเภทนี้คือรถ เดอลุกซ์(ภาษาเกาหลีเรียก ว่าโมบอม) และมิเตอร์จะเริ่มต้นราคาที่แพงกว่ารถคันอื่นๆเกือบเท่าตัว! (ทางที่ดีคุณควรจะหัดขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินจะดีกว่า)

อันดับ ที่ 2 ฉ่อน จี ฮยอน ไม่ใช่ จอน จี ฮุน

     หากคุณคลั่งไคล้ฉ่อน จี ฮยอน มากถึงขั้นจะบินไปหาเธอที่เกาหลีคุณต้องท่องและออกเสียงชื่อของเธอให้ขึ้นใจ ว่าฉ่อน จี ฮยอนไม่ใช่ จอน จี ฮุนถ้าคุณไปถามคนที่นั่นว่ารู้จัก จอน จี ฮุน บ้างไหมเขาอาจจะเข้าใจว่าบุคคลนี้เป็นอาชญากรตัวร้าย และคุณคือผู้สมคบคิดข้ามแดน (ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นชื่อคน สถานที่ สิ่งของ เมื่ออยู่ที่นั่นแล้วคุณควรออกเสียงให้ถูกต้อง)

อันดับ ที่ 1 คุณคือ Tourist ไม่ใช่ Business man

     ถ้าคุณไม่อยากเจอปัญหาหนักอกกับใบหน้าเจี้ยมๆ ของ ต.ม.(กองตรวจคนเข้าเมือง)คุณต้องไม่กรอกจุดประสงค์ในการเข้ามาประเทศเกาหลี ใต้ในเอกส ารว่า Business อย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้นคุณจะต้องเสียเวลากับกิริยาก้าวร้าวและไม่รับฟังเหตุผลของพนักงาน ที่นั่นจ นคุณอาจจะฉุนขาดได้ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะมาที่เกาหลีเพื่ออะไร คุณต้องบอกและกรอกไปว่าคุณคือ Tourist

ที่มา : http://www.toptenthailand.com/display.php?id=1104
ชอบเหมือนกันค่ะ